Olarick さんのプロフィール(¯`·._.·[ "OlaRicK" the ...フォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
|
(¯`·._.·[ "OlaRicK" the one , the only! ]·._.·´¯)BACK TO BASICS, that's how the music should sound. 2007/09/07 Ocean 11 - ปฏิบัติการจารซนปล้นหัวหินOcean 11 - ปฏิบัติการจารซนปล้นหัวหิน
ก่อนอื่นต้องออกตัวเลยว่าเป็นทริปที่ไม่ได้คิดไว้ก่อน เดิมทีจะไปค่ายที่หมู่เกาะชุมพรกับชมรมชาวใต้ แต่ดันกลับมากันวันจันทร์…และด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้เปลี่ยนเส้นทางมาเที่ยวทะเลหัวหินแทน...ชาวหัวหินยินดีต้อนรับเสมอครับ
30 สิงหาคม 2550
วันแรกนี้ไปกันแค่ 8 คนก่อน ก็มีโอ บี้ เจน กระแต จิ๊บ น้องวิทย์ น้องปาล์ม แล้วก็น้องพีท นั่งรถตู้พีทมาหน้าม. ออกจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เวลาประมาณ สี่โมงเย็น รถสาย 88 ที่นั่งวันนั้นแม้ว่าคนจะไปมากจนแน่น แต่ก็มีที่นั่งเหลือเพียงที่เดียว เราเลยนั่งกันตรงที่ว่างด้านหลังรถ...ถูกต้งครับ...นั่งลงไปกับพื้นนั่นแหล่ะ...ขำๆครับพี่น้อง ก็ปล่อยให้วิทย์กับปาล์มยืนโหนรถเมล์อยู่สองคน...เราเรียกแล้วนะ ก็นั่งรถเมล์ไปถึงที่สถานีรถไฟประมาณ 5 โมงเย็น รถเสียเวลานิดส์นึง...อย่างว่าแหล่ะรถไฟมาตามเวลาตลอด...คือ รอให้เวลาไปก่อน แล้วค่อยตามมาทีหลัง ระหว่างนั่งรถไฟกันก็เอาหนังสือการ์ตูนมาอ่านบ้าง ใครมีไอพอดมาฟัง พอเบื่อๆก็หาอะไรมาเล่นกันบ้าง อย่างเช่นเกม “Around The World”, “Black Magic”, “ทายแหรียญกรุ๊งกริ๊งๆ(ทั้ง 2 เวอร์ชัน)”, “เอาอะไรไปดวงจันทร์”... รถไฟไปถึงหัวหินตอน 2 ทุ่มกว่าๆ ก็เดินไปที่บ้าน หลังจากที่เอาของเก็บไว้ที่บ้านเสร็จแล้วก็ไปเดินตลาดโต้รุ่งเพื่อไปหาข้าวเย็นกินกัน ก็เลือกกินอาหารทะเลกัน อร่อยดี...อ ร๊ อ ย อ ร่ อ ย เสร็จก็ต่อด้วยไอศกรีมเจ๊นิ ที่มีท็อปปิ้งสุดคลาสสิก อาทิ กล้วยเชื่อม เม็ดบัว ขนมปังกรอบ มันเชื่อม พุทรา...โอ้ย...สารพัด เรียกว่า ถ้ามาหัวหัวหินแล้วไม่ได้กินไอติมเจ๊นิ...เขาเรียกว่าเชยระเบิด...คนกรุงเทพฯยังมาเบียดเสียดกันเพื่อแย่งแดก...เอ๊ย...กินไอติมเจ๊นิกันถึงขั้นเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว คิดดู จากนั้นก็เดินไปกันเรื่อยๆจนถึงชายทะเล ระหว่างทางโอหยุดแวะซื้อบาร์คาดี้ขวดนึง...ไปเดินชายหาดตอนเกือบเที่ยงคืน...หุๆๆๆ ก็พอใกล้จะถึงทะเลก็ปิดตาบี้(จริงๆแล้วให้มันหลับตาเอาเอง ส่วนเราก็จูงมันเดิน) เพราะมันไม่เคยเห็นทะเลมาก่อนเลยในชีวิต...ไอ้นี่ก็ตื่นเต้น เดินไปก็กลัว(จะชนอะไร)ไป พอเปิดตาเท่านั้น...บี้ร้องลั่นเลย(เราบรรยายเวอร์ไปป่าววะเนี่ย) จากนั้นก็ลงไปเดินเล่นบนชายหาด ก่อกอง(ตีน)ทราย วิ่งไล่กวดกัน โอซัดบาคาร์ดี้ไปขวดหนึ่ง แล้วก็กลับบ้านไปอาบน้ำนอน ที่ตกลงกันไว้ว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นดูท่าว่าฝันจะสลาย เพราะมานั่งเล่นเกมเศรษฐีพันล้านกันจนเกือบตีสี่...แล้วมันจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันได้ยังงัยเนี่ย
1 กันยายน 2550
ตอนแรกคุยกันว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน แต่พอถึงเวลาจริงๆกลับไม่มีใครตื่นกันเลย ก็เลยนอนต่อกันจนไปถึง 10 โมงกว่าๆ ก็อาบน้ำกัน กว่าจะเสร็จก็เกือบบ่าย ลงไปกินก๋วยเตี๋ยว ข้าวขาหมู ข้าวหมูกรอบหน้าบ้าน แล้วก็นั่งรถตะเกียบไป...ไปไหนล่ะ ก็ไปเขาตะเกียบอะดิ ไปถึงก็ถ่ายรูปกันยกใหญ่ อากาศร้อนมั๊กๆ แดดร้อนแรงสุดๆขนาดกางร่มยังแสบผิวเลย เราเดินขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุกัน มองจากยอดเขาตะเกียบลงมาแล้วเห็นทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตาเลย สวยสุดๆ ไม่คิดว่าหน้าฝนหัวหินจะยังสวยได้ขนาดนี้ นับว่ามาไม่เสียเที่ยวเลย จากนั้นก็ไปให้อาหารลิง ลิงที่นี่ตะกละมากๆ ถ้าถือตะกร้าไม่สูงพอ...รับรองโดนมันแย่งแน่ๆ อาหารที่ให้ก็มีข้าวโพดกับ..แน่นอนว่าเป็นกล้วยแน่ๆ ข้าวโพดเนี่ย ลิงจะใช้เวลากินช้ากว่ากล้วยหน่อย แต่เขาก็หั่นมาให้เป็นแว่นๆ ส่วนกล้วยเขาก็หั่นเป็นสองท่อน....เอ๊ะ...จะพูดเรื่องอาหารลิงทำไมเนี่ย หลังจากนี้ก็เหมารถตะเกียบกลับมาบ้าน มานั่งเล่นป๊อกเด้งตอบคำถาม(secret)กันที่ห้อง ก็รอกันจนประมาณ 5 โมงกว่าๆก็ลงมาข้างล่าง เตรียมไปรับอีก 3 คน คือ ดรีม แป๋ม แล้วก็หญิง (ตอนแรกไม่รู้ว่าหญิงจะมาด้วย...เซอร์ไพรส์มากๆ นึกว่าป้าจะไม่ให้มาซะแว๊ว) ระหว่างที่รอทั้ง 3 คนนี้ เราก็ถ่ายรูปกันอย่างเมามัน ท่ามกลางสายตาประชาชีอีกกว่าร้อยสายตา..เราไม่อายครับ โพสท่าอุบาทว์ๆกันหลายท่า...ท่าจะบ้าแฮะ จริงๆแล้วเท่ห์จะตาย คนหน้าตาดีอย่างพวกเราทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด...จริงมั๊ย พอรถมาถึงก็พาสามคนนั้นไปที่บ้าน ไปเปลี่ยนชุดไปเดินชายหาด แล้วก็กลับมาที่สถานีรถไฟ เหมาแท็กซี่ไปชายหาด(ขี้เกียจเดินว่างั้น) พอไปถึงก็หกโมงกว่าๆๆๆๆได้แล้วแหล่ะ เลยไม่มีใครได้ลงเล่นน้ำ กระแตบ่นอุบ...แหะๆ ก็มันมืดแล้วนี่นา ใครจะกล้าลงไปเล่นอะ ก็เยได้แต่เดินเลียบๆเคียงชายทะเลนั่นแหล่ะ พอใกล้ทุ่มครึ่งพ่อก็โทรตามให้กลับบ้าน ก็เดินกันกลับบ้านเตรียมไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาป๋า ทั้ง 15 คนก็นั่งกระบะ Triton ของพี่เอกไป(ยางแบนอย่างแรง) พอไปถึง โต๊ะที่จองไว้ก็โดนแย่งไป (แหงล่ะ จองทุ่มครึ่ง มากันสองทุ่ม เหอๆ) ก็รอจนได้ที่นั่ง อาหารก็โดนแย่งไปหมดแล้ว ที่น่าสนใจก็มีส้มตำ ที่ต้องทำเอง...โชคดีที่คืนนั้นไม่มีใครต้องเข้าห้องน้ำหรือหามส่งโรงพยาบาลแต่อย่างใด ส่วนขนมปังปิ้งก็เป็นของหวานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก...อร่อยขี้มือครับ คืนนี้กลับมาก็ไปเดินโต้รุ่งกันพักนึง พาสามคนนั้นไปเดินดูโต้รุ่งกันครับ สัปดาห์นี้หัวหินเงียบครับ...แต่ก็ดีแล้ว คนไม่พลุกพล่าน จะได้เที่ยวได้สะดวกๆ ไม่ต้องไปแย่งกินแย่งใช้กับคนอื่นๆ พอกลับมาก็อาบน้ากัน(รึเปล่าวะ) เออ นั่นแหล่ะ ดีที่ว่าคืนนี้ นอนกันเร็วกว่าปกติ คงเพลียๆกันแล้วแหล่ะ ความหวังที่จะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นดูจะมีมากขึ้น
2 กันยายน 2550 I fell good...I knw that I would...เสียงร้องของเจมส์ บราวนด์ จากนาฬิกามือถือปลุกตอนตีห้าสิบห้า...นอนต่อ I fell good...I knw that I would...เสียงร้องของเจมส์ บราวนด์ จากนาฬิกามือถือปลุกอีกครั้งตอนตีห้ายี่สิบนาที...ไอ้น้องวิทย์สลึมสลือหยิบมือถือมาให้...โอลุกขึ้นมาพูดงึมงำๆ...แล้วก็นอนต่อ I fell good...I knw that I would...เสียงร้องของเจมส์ บราวนด์ จากนาฬิกามือถือปลุกอีกครั้งตอนตีห้าครึ่ง...ไอ้น้องวิทย์สลึมสลือหยิบมือถือมาให้อีกครั้ง(มั้ง)...มองไปข้างนอก...ฟ้ายังมืดอยู่...มองไปรอบห้อง ยังไม่มีใครตื่น...นอนต่อ เสียงเพลงหายไป…แสงแดดส่อง...สะดุ้งตื่น...หกโมงเช้าแล้วพี่น้อง...โอตะโกนเรียกเพื่อนๆ...ดรีมตื่น...ใครตื่นอีกวะ...หญิง...โอตะโกน “ไฟไหม้ ไฟไหม้”…พวกที่ยังนอนก็นอนกันต่อไป...โอลงมาข้างล่าง มาปลุกพ่อให้เปิดประตูบ้านให้...เพื่อนๆส่วนที่ตื่นก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน...ตอนแรกเห็นบี้ลงมา นึกว่าจะไปด้วย เสียดายจัง อุตส่าห์มาทะเลทั้ที ไม่ได้ดูพระอาทิตย์ขึ้น ...ประมาณหกโมงสิบห้า ออกจากบ้านโดยมีหญิง ดรีม แป๋ม จิ๊บ และน้องวิทย์ไปด้วย...ค่อยยังชั่ว อย่างน้อยก็ไปกันได้ครึ่งหนึ่ง...ก็ยังดี... โอแอบเอากล้องไอ้น้องพีทมาด้วยอีกตัว เพราะรู้ว่าแสงแดดแบบนี้ ถ่ายรูปออมกาต้องสวยแน่ๆ ก็เดินเลาะผ่านวัดหัวหินเข้าไป เดินไปที่หาดหน้าโรงแรม Hilton อยากจะบอกว่าสวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สวยกว่าหน้าร้อนบางวันเสียอีก...แดดอ่อนๆ แต่พอกระทบตัวแล้วรู้สึกอุ่นไปจนถึงร้อน และสบผิวในที่สุด ก็รีบๆกันถ่ายรูป ก่อนที่แดดจะแผดเผาใบหน้าอันหล่อเหลา และเหล่าสาวๆที่ผิวบาง(แต่หน้าหนา...โฮะๆ ล้อเล่นน่า) เราถ่ายรูปกันอย่างเมามัน ถ่ายทั้งคนและน้องหมาที่มาร่วมแจมด้วยอีกสองตัว(ไซบีเรียนตัวนั้นสวยมากๆ ขวอบอก) พออยู่ได้สักพักจนแดเริมแผดเผาก็เดินกลับกัน เราเดินผ่านตลาด และแวะกินโกโก้ ไมโล กาแฟเย็น กับขนมปังที่ร้านเล็กๆใกล้ๆบ้าน ก่อนที่จะกลับบ้านไปกัน (แน่นอนว่าถ้ายรูปกันมาด้วย) ชอบขนมปังปิ้งร้านนี้มากเลย มีคำว่า How are you กับรูปการ์ตูนน่ารักๆ อยู่บนแผ่นขนมปังด้วย..ไปซื้อเครื่องปิ้งมาจากที่ไหนนะเนี่ย พอกลับมาถึงบ้าน แม่ก็ซื้อข้าวมันไก่ร้านลมหวนมาให้ 11 ห่อ พร้อมทั้งปูนึ่งและหมึก...เยอะมากๆๆๆๆ โอไปอาบน้ำและลงมากินกับเพื่อนๆและน้องวิทย์ที่เล่นเกมเศรษฐีกันอยู่ข้างล่าง ก็เรียกเพื่อนๆน้องๆที่นอนสลบกันอยู่ให้ตื่นขึ้นมาอาบน้ำ กินข้าว กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยง พอตอนบ่ายก็ไปเดินเล่นในห้าง Hua Hin Market Village ร้องคาราโอเกะที่Major Hitsกันอยู่ 3 ชั่วโมง (3 ชั่วโมงที่สุดแสนจ้าบ้าระห่ำ ติ๊งต๊อง เอ๋อๆ เฉิ่มๆ บ้าๆบอๆ...สารพัดอารมณ์) พอร้องเสร็จก็ออกมาเตรียมจะไปเล่นน้ำทะเล หลังจากที่ร้องเพลงฆ่าเวลา รอให้แดดร่ม...แต่ฝนก็ดันตกลงมาได้ซะนี่...เซ็งเลย ก็เลยไปหาข้าวกินกันที่ศูนย์อาหารชั้นล่าง ก็รอจนฝนหยุดตก ก็เดินลงทะเลไปในซอย...เอ่อ ซอยอะไรซักอย่าง ระหว่างทางเจอบางแก้วดักอยู่ โอก็ถือไม้กับก้อนหินมากันไว้ก่อน ก็เดินผ่าไปได้...แต่วิทย์ดันไปเล่นกับหมา มันเลยเห่าให้ซะนี่...เป็นเรื่อง...ก็ขำๆน่ะ จากนั้นก็ลงไปเล่นน้ำทะเลกัน ยังพอมีแสงให้ถ่ายรูปกันได้บ้าง ก็ถ่ายรูปกันได้สักสิบกว่ารูป...ก็วางของไว้ในร่มสองคัน แล้วก็ลงไปเล่นน้ำกัน ระหว่างที่เล่นน้ำกันนั้น ก็มีคุณป้าคนหนึ่งหอบของเดินมาใกล้ๆร่มของพวกเรา โอ จิ๊บ เจน(ใช่มั๊ย) ก็เลยเดินขึ้นมาที่ฝั่ง ป้าก็เรียกขายของ เราก็บอกไปว่าไม่เอา สักพักป้าก็ไป ก็ลงไปเล่นน้ำกันต่อ เพิ่งรู้ว่าลุยน้ำไปสักพักก็มีเนินทรายสูงขึ้นมา น่าจะเกิดจากการที่น้ำขึ้นจากการที่ฝนตก...ก็แปลกดี...ที่ฮาคือมีคนตกน้ำ และถูกทำให้ตกน้ำตรงจุดนี้หลายคนทีเดียว ระหว่างที่เล่นน้ำก็มีคนเจอแมงกะพรุน...ก็ต้องหลบกันำไปเป็นแถบๆ...น่ากลัวเจงๆ ก็พอเล่นน้ำกันจนรู้สึกว่ามืดแล้ว ก็เดินกลับกันแบบเปียกๆนั่นแหล่ะ กว่าจะถึงบ้านก็คงแห้งพอดี...ว่างั้น ระหว่างทางไปเจอวัตถุคล้ายเพลง(อ๊ะ นั่นมันเพลงเสือใหญ่นี่นา) เป็นวัตถุประหลาดที่ใครๆก็คิดว่ามันเป็นก้อนหิน แต่โอเอารองเท้าไปเขี่ยๆดู มันนิ่มๆ เละๆ เลยให้ดรีมเอาไฟฉายจากกล้องดิจิตอล(มากมายอะ)มาส่องดู ปรากฏว่าเป็น “แมงกระพรุนเกยตื้น” สันนิษฐานว่ามาจากกระแสน้ำที่พัดแรงในช่วงที่ฝนตก จึงทำให้มันออกมาเละๆ...แหวะ... ก็เดินกันเรื่อยๆมาจนถึงบ้าน...เหนื่อยชะมัด ก็ไปอาบน้าล้างตัวกัน ใช้เวลานานพอสมควร ประมาณสามทุ่มก็ได้ฤกษ์ไปโต้รุ่ง ก็ไปกินอาหารทะเลที่ร้านเดิมร้านเดียวกับที่มากินวันแรกนั่นแหล่ะ คราวนี้ต้องต่อโต๊ะอีกตัว เพราะมาเพิ่มอีก 3 คน เป็น 11 คน ก็แบ่งกันสั่งแบ่งกันกิน หมดไปพันกว่าบาท ตกคนละแค่ร้อยกว่าๆ อร่ออีกแล้ว คืนนี้คุยกันว่าจะไม่นอน เพราะจะกลับรถไฟเที่ยวตีสี่...ก็นั่งเล่นอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยๆ แต่ด้วยความเพลีย...สุดท้ายก็หลับกันหมด...ปิดไปมืดเลย
2 กันยายน 25550 ประมาณเกือบตีสามโอตื่นมาอีกทีจากการปลุกของใครไม่รู้ก็เห็นว่าทุกคนตื่นกันหมดแล้ว...ก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน เก็บของใส่กระเป๋า เตรียมตัวเดินไปสถานีรถไฟ ก็ลาพ่อลาแม่ เดินไปรอรถไฟที่สถานีกัน พอไปถึงปรากฏว่ารถเสียเวลา ก็นั่งกินลูกชิ้น ไส้กรอก ปลาแผ่นยายอู๊ดที่แม่อุตส่าห์ไปซื้อมาให้...เป็นอาหารเช้าที่ดีมากๆ รถไฟมาตอนตีสี่ครึ่ง เป็นยะลา....เน้นว่ารถยะลา...แน่นอนว่าบนรถไฟต้องเต็มไปด้วยมุลิมแน่ๆ...จริงอย่างที่ว่า พวกเราต่างกลัว ไม่กล้านอนเลย มีผู้ชายหื่นคนหนึ่งนั่งมองกระแตอยู่พักใหญ่ หญิงบอกให้เราดู เราก็ทนไม่ได้ จะเดินไปบอกกระแตให้รู้ แต่หญิงบอกให้ใช้วิธีอื่น โอเลยโทรเข้าเครื่องกระแต...ดันอยู่ในกระเป๋าซะนี่ เลยโทรเข้าเครื่องน้องวิทย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ...บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้น..วิทย์เลยเอาเสื้อคลุมให้กระแต่ใส่ปิดให้มิดชิด มันเลยเปลี่ยน target มามองเจนแทน...ดูมัน แทนที่จะสำเหนียก..เวนสุดๆ ก็ต้องเปลี่ยนที่นั่งกันยกใหญ่ คืนนั้นจึงเป็นคืนที่น่ากลัวมากๆคืนหนึ่ง แน่นอนว่าเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนถึงสถานีนครปฐม พอลงมาแล้วรู้สึกโล่งอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน...ถึงแล้ว... หัวหินยังสวย ทะเลยังงาม มีผู้คนเดินตามกันไป รอยเท้าที่ย่ำบนผืนทรายที่แม้ว่าจะถูกน้ำทะเลซัดพาไป แต่ความทรงจำยังคงตรึงอยู่ในใจไม่ลืมเลือน
ค่าใช้จ่ายทั่วไปโดยประมาณ
ค่ารถเมล์ไปลงหน้าองค์พระฯ - 20 บาท รถไฟ(รถเร็ว)ไปหัวหิน 143 บาท อาหารทะเลมื้อเย็นที่โต้รุ่ง ประมาณ 120 บาทต่อคน อาหารมื้อเช้า(เที่ยง) - แม่เลี้ยง รถตะเกียบขาไป 20 บาท รถตะเกียบขากลับ 20 บาท เหมารถแท็กซี่ไปชายทะเล 10 บาท ต่อคน อาหารมื้อเย็นที่ร้านอาป๋า – พ่อเลี้ยง อาหารมื้อเช้า ข้าวมันไก่ ปู หมึก – แม่เลี้ยง รถไปห้าง 10 บาท อาหารมื้อเที่ยง(บ่าย)ที่ห้าง –แล้วแต่แต่ละคน- อาหารมื้อค่ำที่โต้รุ่ง – ประมาณ 120 บาทต่อคน รถไฟกลับนครปฐม – 143 บาท
สรุปรวมค่าใช้จ่ายโดยทั่วไป ประมาณ
2007/03/13 วันเวลาของคนเซ่อซ่าคนหนึ่ง (ผมยังมี)13 มีนาคม 2550
เช้าวันนี้ที่แสนจะงงงวยกับชีวิดตัวเอง ที่ตื่นขึ้นมาได้โดยไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ข้างกาย มันดูแปลกๆยังงัยชอบกล ที่ทุกๆวันเวลาเราตื่นจะต้องมองดูหน้าจอโทรศัพท์ว่ามีข้อความอะไรเข้ามา แต่วันนี้แปลกกว่าทุกวัน...ไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องนั้นอยู่ข้างๆเตียงนอน มันไม่ได้อยู่ในห้องน้ำ ไม่ได้อยู่ในรถ มันไม่ได้อยู่ในที่ๆสายตาเราจะมองเห็นได้ แต่มันอยู่ในที่ๆเราไม่สามารถจะไปเอามันมาเป็นของเราได้อีกแล้ว...มันหายไป...ไม่สิ...เราคงทำหล่นแล้วคงมีคนหยิบมันไป...ใครไม่รู้ รู้แต่ว่ามันปิดมือถือกรู...เราโทรหาใครไม่ได้ ติดต่อใครไม่ได้ ไม่มีแม้แต่หมายเลขโทรศัพท์ของพ่อ และ แม่...เราจำมันไม่ได้...เราขาดการติดต่อกับสังคมรอบข้าง...แต่เรายังมี
เช้าวันก่อน วันที่เราไม่ได้งงอะไรกับชีวิตมากนัก เรายังมีโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ข้างกาย เราเดินมาเปิดกระเป๋าเพื่อจะเอากล้องถ่ายรูปเพื่อมาดูรูปในกล้อง...เราไม่สามารถดูรูปเหล่านั้นได้...ไม่ใช่เพราะแบตเตอรี่หมด...ไม่ใช่เพราะเครื่องมันเสีย...แต่เป็นเพราะมันถูกคนๆหนึ่งเอามันไป...เวลานั้นเรามีโทรศัพท์มือถือ เราสามารถโทรไปบอกใครก็ได้ว่ากล้องถ่ายรูปเราถูกขโมย...แต่เราไม่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญๆไว้ได้ ทั้งๆที่เรามีกิจกรรมที่ต้องทำอีกเยอะแยะมากมาย...แต่เราก็ยังมี
เราไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของการสูญเสียสิ่งของฟุ่มเฟือยเหล่านี้ได้ มันทำให้เรารู้สึกแย่ที่จะต้องมานั่งเสียใจกับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นซ้ำๆมาหลายๆครั้ง หลายครั้งที่รู้สึกโทษตัวเองในความซื่อบื้อ การไม่ระมัดระวังตัวเอง สุดท้ายก็เสียมันไป...แต่เราก็ยังคงมี
วันนี้ที่เราไม่มีโทรศัพท์ รู้สึกเหมือนกับว่าเราติดต่อใครไม่ได้ แต่วันนี้เรากลับโทรไปลาคนๆหนึ่งที่เขากำลังจะห่างเราไปที่ห่างไกลและใช้เวลายาวนานได้หลายๆหน เพราะเรายังจำได้ คนที่เรารักมากที่สุดในชีวิตคนหนึ่ง เป็นคนแรกๆที่รู้เรื่องความซื่อบื้อของเรา เป็นคนที่คอยเตือนเราทุกครั้งว่า "ลืมกระเป๋าตังค์รึปล่า เอามือถือมามั๊ย ไม่ลืมอะไรนะ เอามาครบนะ" หลายครั้งเวลาที่เรากำลังนึกว่าของชิ้นนั้นๆหายไปรึเปล่า คนๆนี้ก็คอยตกใจ ช่วยหาให้ทุกครั้งไป (บางครั้งลนมากกว่าเราเสียอีก)
ถึงตอนนี้เรามาดูตัวเอง รู้สึกเหมือนกับว่าเรา...ไม่มีแล้ว คงไม่มีอีกนาน กว่าคนๆนั้นจะกลับมาคอยเตือนอีก...แต่เราก็กลับบ้านมา มีคนที่คอยเตือนเราตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่เราลืมอะไร...เราไม่ขาดเขาไป...เรายังมีจริงๆ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่หายไปนั้น เรารู้สึกว่าเราขาดมันไป แต่ที่เรายังมี คือคนอื่นๆที่ยังมีหมายเลขโทรศัพท์ของเรา ยังโทรศัพท์มาหาเราได้ ถึงแม้จะโทรศัพท์เข้าเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ได้ แต่เขาก็โทรเข้าโทรศัพท์บ้านได้...เมื่อเราได้โทรศัพท์เครื่องใหม่ หมายเลยเดิม เราก็สามารถรับสายคนที่โทรศัพท์มาหาเราได้ต่อ มันอาจจะเหนื่อยสักหน่อยกับการที่จะต้องมานั่งหาหมายเลขโทรศัพท์คนอื่นๆให้ครบ แต่มันก็ยังบอกให้เรารู้ว่า เรายังมีคนอีกหลายคนที่อยากจะคุยกับเรา ไม่เคยลืมเรา แม้ว่าจะอยู่ห่างกันสักเท่าไหร่ก็ตาม
ครั้งที่กล้องถ่ายรูปหายไปนั้น เรารู้สึกแย่มากๆเลย ที่ไม่สามารถถ่ายรูปงานนู้นงานนี้ได้ ทั้งๆที่เราเป็นคนที่ชอบถ่ายรูป ชอบบันทึกภาพความประทับใจเอาไว้ จนอาจจะเรียกได้ว่า ไม่ว่างานไหนที่ไม่มีใครมีรูป แต่โอจะมีตลอด ใครที่อยากจะดูรูปงานนู้นงานนี้...โอมีหมด แต่มาวันนี้โอไม่มีรูปดีๆให้ใครดูอีกแล้ว แต่พอมาคิดดูแล้ว แม้ว่าเราจะไม่สามารถบันทึกภาพลง space ได้ แต่เราก็ยังสามารถที่จะจดจำภาพความประทับใจต่างๆเองได้อยู่ หลายๆครั้งที่เราไปไหนโดยไม่มีกล้องถ่ายรูปติดตัวไป แต่เราสามารถที่จะจดจำเรื่องราวดีๆต่างๆที่ผ่านไปได้...มันน่าภูมิใจจริงๆ
ถึงวันนี้ แม้เราจะได้กล้องสำรองเครื่องเก่าๆมา ภาพมันอาจจะไม่ชัดเหมือนที่เราเคยมี มันอาจจะบรรจุภาพไม่ได้มากเหมือนที่เราเคยถ่ายเป็นพันๆรูปได้เหมือนก่อน แต่เราก็ยังเก็บภาพความประทับใจต่างๆมาบอกเล่าเรื่องราวให้คนอื่นได้รับรู้...ไม่เห็นจะแย่สักหน่อย...เรายังมีอยู่นี่นา
...ยังมีอีกหลายครั้ง...อีกหลายเหตุการณ์
อย่างครั้งที่ทำกระเป๋าสตางค์หายที่สิงคโปร์ หายทั้งเงิน ทั้งบัตรประชาชน บัตรนิสิต ไหนจะบัตรเครดิตของพี่อีก ตอนนั้นรู้สึกแย่มากเลย แต่ก็ยังดีที่ว่ามาหายตอนที่อยู่ที่สนามบินตอนจะกลับบ้านแล้ว ไม่งั้นคงเที่ยวไม่สนุกแน่ ถึงแม้จะไม่มีเงิน แต่พอเรากลับมาที่ประเทศไทย ยังมีคนให้ที่พัก มีคนให้กินข้าว มีคนเลี้ยงหนัง มีคนพาไปให้ถึงมหาวิทยาลัยจนได้ ที่สำคัญเรื่องทั้งหมดที่เราทำผิดพลาดพลั้งไป เราได้รับการให้อภัย...เห็นไหม โอยังมีจริงๆ
นอกจากนั้น ยังมีคนที่ใส่ใจเราอยู่ทุกลมหายใจ...พ่อ แม่ ไง...
...เราไม่เคยขาดอะไรเลยในชีวิต เรายังมี เรามีทุกอย่าง ทุกอย่างที่เราได้เห็น เราเห็นมันเมื่อเราสูญเสียอะไรบางอย่างไป สิ่งทีเราอาจจะไม่เคยมองเห็น ที่ตอนนี้กลับแสดงออกมาอย่างเด่นชัด ขอบคุณทุกคน ที่ทำให้วันนี้...เป็นวันที่ผมมีทุกอย่าง...จริงๆ
หลายคนมองความสุขของชีวิตว่าต้องเป็นสิ่งที่เพรียบพร้อมไปทุกๆอย่าง
หลายคนเพียงแค่มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องทุกใจก็เพียงพอแล้ว
แต่ละคนมีความ "พอ" ของตัวเองไม่เหมือนกัน
แล้วเราจะเอาอะไรมาตัดสินกับความสุขของชีวิตได้
เพียงแค่เราใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ...ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้...ความสุขคงไม่ไกลจากเราหรอกน่า...ผมเชื่อว่าอย่างนั้น
2007/02/16 Grammy Surprise!Our Favorite Grammy Moment: Christina Channels the Godfather of Soul
![]() Following Chris Brown's performance, Christina Aguilera took the stage, doing what she does best – singing the hell out of a song. Clad in a crisp white pantsuit, Aguilera belted out a tribute to the late James Brown, performing his hit, "It's a Man's World." Jamie Foxx seemed to like her rendition.
(from Dagg opinion: บทความจากน้องด๊อกแด๊ฏ ณ CTH) สำหรับ Christina คนหลายคนคงเบื่อกับการแผดเสียงของติ๊ที่ใครๆ ก็รู้แกวว่าเวลาร้องสด ต้องรอช่วงท้ายๆ ที่มันจะแหกปากแบบโวยวาย
(from PB : บทความของพี่พีบี ณ CTH) แล้วก็มาเรื่องที่เถียงกันอยู่ในตอนนี้.... ขอบคุณสำหรับเจ้าของบทความที่ผมเอามาลง...เนื่องจากตัวผมมันด้อยความคิดเห็น
![]() ![]() 2006/10/21 the 1st RoMA 2006 : Richardo Music Awards Namonations
the 1st
Richardo Music Awards
...Get Back to Basics...
That’s HowThe Music Should Sound
All Presented
and the winners are...
Record of The Year - Irreplacable - Beyonce Knowles - You Give Me Something - James Merrison - My Love - Justin Timberlake - Hurt - Christina Aguilera
Song of The Year - Ain't No Ohter Man - Christina Aguilera - SexyBack - Justin Timberlake - hips Don't Lie - Shakira - You Give Me Something - James Marrison - Deja Vu - Beyonce Knowles featuring Jay-Z
Album of The Year - Back to Basics - Christina Aguilera - B' Day - Beyonce Knowles - FutureSex/LoveSounds - Justin Timberlake - Continuum - John Mayer - PCD - The Pussy Cat Dolls
Best New Artist - Rihanna - James Merrison - Paris Hilton
Best Female Artist - Beyonce Knowles - Irreplacable - Christina Aguilera - Hurt - Paris Hilton - Nothing in This World - Jessica Simpson - A Public Affair - Rihanna - Unfaithful
Best Male Artist - John Mayer - Waiting on The World to Change - Justin Timberlake - SexyBack - John Legend - Save Room - James Merison - You Give Me Something
Best pop Collaboration with Vocals - Tell Me - P. Diddy featuring Christina Aguilera - Call On Me - janet Jackson featuring Nelly - Deja Vu - Beyonce Knowles featuring Jay-Z
Video of The Year - Deja Vu - Beyonce Knowles featuring Jay-Z - Christina Aguilera - Hurt - Hollaback Girl - Gwen Stefani
2006/09/12 Slow Dance - Another Inspiration of mineบทกวีนี้เป็นบทกวีที่ได้อ่านจากฟอร์เวิร์ดเมลล์แล้วประทับใจมากๆ เขียนโดยเด็กหญิงคนหนึ่งที่ป่าวยเป็นโรคมะเร็ง
บทกวีที่ว่านี้ได้ให้ข้อคิดกับโอ ทำให้ได้หยิบยกมาเป็นธรรมประจำใจเลยก็ว่าได้ ... ลองไปอ่านกันดู
SLOW DANCE
This poem was written by a terminally ill young girl in a New York Hospital. It was sent by a medical doctor. Make sure to read what is in the closing statement AFTER THE POEM.
Have you ever watched kids
On a merry-go round?
Or listened to the rain
Slapping on the ground?
Ever followed a butterfly's erratic flight?
Or gazed at the sun into
the fading night?
You better slow down.
Don't dance so fast.
Time is short.
The music won't last.
Do you run through each day
On the fly?
When you ask, "How are you?"
Do you hear the reply?
When the day is done
Do you lie in your bed
With the next hundred chores
Running through your head?
You'd better slow down
Don't dance so fast.
Time is short
The music won't last.
Ever told your child
We'll do it tomorrow?
And in your haste,
Not seen his sorrow?
Ever lost touch,
Let the good friendship die
Cause you never had time
To call and say hi.
You'd better slow down.
Don't dance so fast.
Time is short.
The music won't last.
When you run so fast to get somewhere,
You miss half the fun of getting there.
When you worry and hurry through your day, It is like an unopened
gift.....
Thrown away.
Life is not a race.
Do take it slower.
Hear the music.
Before the song is over.
Dream as if you'll live forever..live as if you'll die today..
PLEASE FORWARD THIS TO HELP THIS LITTLE GIRL. ALL FORWARDED
E-MAILS ARE TRACKED
TO OBTAIN THE TOTAL COUNT.
Dear All:
In request of a special little girl who will soon leave this world as she has cancer. Thank you for your effort, this isn't a chain letter but
a choice for all of us to save a little girl that's dying of a serious and fatal form of cancer.
This little girl has six months left to live, and as her dying wish, she wanted to send a letter telling everyone to live their life to the
fullest, since she never will. She'll never make it to a prom, graduate from high school, or get married and h ave a family of her own.
By you sending this to as many people as possible, you can give her and her family a little hope, because with every name that this is sent to, The American Cancer Society will donate three cents per name to her treatment and recovery plan. One guy sent this to 500 people! So I know that you can send it to at least five or six. Just think, it could be you one day. It's not even your money, just your time!
PLEASE PASS IT ON AS A LAST REQUEST Dr. Dennis Shields, Professor, Department of Developmental and Molecular Biology, 1300 Morris Park Ave., Bronx, New York, 10461 2006/07/24 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา...ในรั้วเกษตร หลังจากที่กลับมาจากสิงคโปร์ก็รีบบึ่งมา ม. เพื่อมาซ้อมเพลงคณะที่ใช้สอนน้องร้องเพลง ก็มาทีหลังคนอื่นเลย แต่ก็ทำได้แหล่ะน่า ร้องซะจนคอแห้งเลย
พอถึงช่วงกิจจกรรมสอนน้องร้องเพลง(ประชุมเชียร์)ก็มันกันแหล่ะครับ พวกพี่ว๊ากก็เล่นซะน้องๆเครียดกันเป็นแถบๆ ส่วนพี่สอนน้องร้องเพลงก็ยืนร้องเพลงกันจนเป็นเหน็บไปตามๆกัน
พอถึงช่วงเฉลยสายรหัสก็ฮากัน มันเต็มที่ ได้น้องรหัสน่ารักด้วยล่ะ ชื่อน้องเนท เดี๋ยวว่างๆจะเอารูปมาลงให้ดู
วันรับน้องคณะ ดูจะเป็นวันที่พี่ๆปี 2 ร่าเริงกันที่สุด เพราะได้เล่นกับน้องอย่างเต็มที่ ดูรูปโอก็คงรู้ว่าโอเต็มที่ขนาดไหน ... มันส์สุดๆเลยขอบอก
จริงๆมีอะไรอีกเยอะ แต่ขอเล่าด้วยภาพแทนแล้วกัน มีรูปใหม่ๆมาลงเพียบ ทั้งวันรับน้อง ทริปที่สิงคโปร์ - มาเลเซีย งานเปิดโลกกิจกรรม และรูปใหม่ๆของโอ ก็เข้าไปดูรูปด้วยแล้วกันนะ อย่าลืมเม้นด้วยล่ะ อิอิ
2006/06/04 Top 10 Favorite Songs Of The Month : May-June2006/05/20 รู้รอบ ตอบลึกกับโอ จากฟอร์เวิร์ดเมลล์อันนี้เป็นแบบสอบถามจากเมลล์ที่เพื่อนส่งมา เลยถือโอกาสเอามาโพสไว้ซะเลย ก็ไปอ่านกันเลยนะครับ
Take แรก เปลี่ยนคําตอบให้เป็นตัวของคุณเองแล้วส่งไปให้กลุ่มคนกลุ่ม ใหญ่ ๆ 17.ปีใหม่ที่ผ่านมาไปเที่ยวไหนมาอะ-------------- ไปคอนโดพี่ แถวๆรัชดา แล้วก็ไปบ้านต้นไม้ 34.ทําไมถึงปลื้มเค้าหล่ะ ---------------- ก็ม่ายมีไง 48.ปกติแล้วใช้น้ำหอมอะไรอยู่ ------------------ ปกติแล้วไม่ใช้น้ำหอม ดี=================================================== จบ Take แรกไปแล้ว 1.คิดยังไงกับเพลงนิยามรัก? ------- เพลงนี้ชอบ ฟังมาตั้งแต่เด็กๆ พี่ชอบร้องให้ฟัง คิดว่า ถ้ามีคอนสิร์ต จะร้องเพลงนี้ด้วย แล้วให้พี่เล่นกีตาร์กับร้องเสียงประสานให้ด้วย 3.ตอนอาบน้ำร้องเพลงด้วยรึป่าว? ---------> มีเพียง 1.32 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่ไม่ได้ร้องเวลาอาบน้ำ 6.แฟนนอกใจจะทำไง? --------> นอกใจแฟนมั่ง ไม่สิ เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง 12.คนรักที่คบตอนนี้ เป็นไง? –> ขอผ่านอีกแล้ว 18.หนังสือที่ชอบอ่านคือหนังสืออะไร? --------> หนังสือโป๊ @@@ คุณเคยโกนขนในที่ลับรึป่าว (ต้องการคำตอบแบบตรงๆ) : ไม่เคยโกนนะ แคยแต่ตัด เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ... เคยครั้งนึง นานแล้ว รูสึกตอน ป. 5 มั้ง แล้วก็โกนขนจั๊กกะแร้ด้วย เจ็บมากเลย @@@คุณฟังเพลงอะไรอยู่ตอนนี้: Here To Stay เป็นเพลงประกอบโฆษณา Pepsi ของ Christina Aguilera อยู่ในอัลบั้มใหม่ @@@ เกิดราศีไร : มังกร ทุกตำรา 2006/05/09 Samui – Surath : Southern Summer Trip with Family 2006 : April 2-5 , 2006Samui – Surath : Southern Summer Trip with Family 2006 : April 2-5 , 2006 เฮ้อ กว่าจะกลับถึงบ้านก็นั่งรถซะหมดแรงเลย กับระยะเวลา 3 วันที่ใช้ไปกับการล่องใต้ครั้งนี้ แม้ว่าจะมีความรู้สึกไม่ค่อยอยากจะไปสักเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่อะไรหรอก ก็แค่มันเบื่อๆเซ็งๆกับชีวิตก็แค่นั้นแหล่ะ ... ไอ้เวลาที่อยากไปไหนก็ไม่ได้ไป แต่เวลาที่ไม่อยากออกไปไหนกลับต้องไป ยังงัยๆ ต้องไปแล้ว ก็ขอเที่ยวเอามันแล้วกัน
เริ่มจากคืนวันที่ 2 เมษายน 2549 ก็จัดแจงขนกระเป๋าลงรถกระบะกันจนเรียบร้อย ได้เวลา 3 ทุ่มกว่าก็เริ่มออกเดินทาง โดยไปหยุดแวะรับประทานอาหารค่ำกันที่ทับสะแก ก็เป็นข้าวต้มกุ้ยพร้อมกับอีก4-5 อย่าง ก็กินกันพออิ่มก็ออกเดินทางกันต่อไป ไปหยุดแวะพักที่ชุมพร ตอนนั้นประมาณเกือบตี 1 เห็นจะได้ โอก็งัวเงียพอควร เลยลงมาเข้าห้องน้ำแล้วก็เข้าไปหลับต่อ ไปถึงที่ท่าเรือเฟอร์รี่ก็ตีสามกว่าแล้ว โอยังง่วงอยู่เลย ก็กะว่าจะได้ไปขึ้นเรือเป็นคันแรกในรอบแรกของวัน คือ รอบ 6 โมงเช้า แต่ที่ไหนได้ กลับมีบรรดารถต่างๆสารพัดมาจอดรอกันข้ามคืนอยู่แล้ว ก็ภาวนากันว่าขอให้ได้ขึ้นเรือรอบแรกด้วยเทิ๊ด โอก็นอนรอในรถ ก็หลับไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาเกือบ 6 โมงเช้า ก็โนปลุก เพราะรถข้างหน้าทยอยขึ้นเรือไปแล้ว จากที่ตอนแรกได้เดินไปนับจำนวนรถแล้วคาดว่าเราคงจะได้ไปรอบที่ 2 แต่สวรรค์มีตาครับท่าน รถเราได้ขึ้นเรือเป็นคันสุดท้ายของรอบที่ 1 โอ้ ช่างมหัศจรรย์อะไรเช่นนี้ ในที่สุดรถก็เข้าไปในเรือจนได้ แล้วเราก็เดินขึ้นเรือกันอย่างสง่าผ่าเผย ประดุจว่ากำลังก้าวข้ามไปยังเรือ Titanic (จริงๆแล้วรีบเดินเพื่อไปขึ้นเรือที่กำลังรอเราอยู่เป็นคันสุดท้ายต่างหากล่ะ)
3 เมษายน 2549 พอขึ้นเรือมาได้ สิ่งแรกที่ทำคือ ไปยืนบนหัวเรือแล้วร้องเพลง My Heart Will Go On ง่า ม่ายช่ายซะหน่อย .... ก็ไปยืนดูวิวที่สวยงามรอบๆตัวนั่นแหล่ะ มองดูเรือค่อยๆออกจากฝั่ง แล้วเห็นฝั่งที่เราข้ามมาค่อยๆเล็กลงๆๆๆๆๆๆ จนกระทั่งมองไม่เห็นฝั่งเลย ตอนนี้บรรยากาศรอบๆสวยงามมาก ดวงอาทิตย์เริ่มฉายแสงรับวันใหม่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ผืนน้ำยาวจรดกับเส้นขอบฟ้า บ้างก็มีเกาะน้อยใหญ่ เรือประมงลำเล็กๆที่ออกหาปลาบนผืนน้ำอันแสนสงบ ปลาโลมาว่ายน้ำแข่งกับเรือ .... เอ่อ อันหลังนี้ไม่มีหรอก แต่เราจินตนาการไปไกลแล้วล่ะนะ พอดูวิวได้สักพักก็รู้สึกว่าเนื้อตัวเริ่มเหนียว หน้าตาเริ่มโทรม คงจะเป็นการไม่เหมาะสมแน่หากต้องถ่ายภาพกับโอในสภาพเน่าเปื่อยเยี่ยงนี้ เลยขอตัวไปล้างหน้า แปรงฟัน ล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ จากเสื้อแดงลายช้างของ Jim Thompson ก็เปลี่ยนเป็นเสื้อสีเหลืองลาย Mickey Mouse ของ Disney® แล้วก็กางเกงผ้าร่มสีกรมท่า เท่านี้ก็เป็นอันสบายใจ สดใสแข็งแรงดื่มโอวัลติน หลังจากหล่อได้ที่แล้ว โอก็ไปถ่ายรูปบ้าง ชมวิวบ้าง เดินเที่ยวเรือรอบลำบ้าง ก็อยู่อย่างนี้แหล่ะ ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง กับอีก 40 นาที ก็ร่วมๆ 2 ชั่วโมงเหมือนกัน ตอนแรกๆก็ฮาดีอยู่หรอก แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มเบื่อ เลยไปนั่งตากแอร์ในห้อง VIP จนถึงเวลาที่เรือใกล้จะถึงเกาะ ก็ออกมาถ่ายรูปกันและเตรียมตัวขึ้นรถเพื่อขึ้นฝั่งกัน พอขึ้นฝั่งมาได้ สถานที่แรกที่ไปกันก็คือ ..... ก็คือ ..... คงจะคิดว่าเป็นทะเลล่ะสิ อ้า ....... ม่ายช่าย สถานที่แรกที่เราไปกันนั่นคือ น้ำตกหินลาด เป็นน้ำตกที่มีความชันน้อย น้ำจะไหลมาตามหินที่ลาดลงมาตามทาง ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เพียงแต่เรามาแวะกินอาหารกันที่นี่ ก็เป็นข้าวเหนียวหมูทอด ที่หอบกระติ๊บยักษ์กันมาเลยทีเดียว พอกินกันเสร็จก็ออกเดินทางต่อ คราวนี้ไปต่อที่น้ำตกอีกแห่งหนึ่ง คือ น้ำตกหน้าเมือง น้ำตกแห่งนี้ป็นน้ำตกชั้นเดียวที่ดิ่งตัวลงมาจากยอดหิน สวยงามทีเดียว ตอนที่ไปถึงมีฝรั่งกำลังเปลี่ยนชุดเพื่อจะไปกระโดน้ำที่ผาหินด้วย ก็คงจะกล้าๆกลัวๆกัน เพราไม่เห็นมันจะโดซักที แต่พอเราเดินออกมากันก็ได้ยินเสียงน้ำกระจายเลย ... คงอายอ่ะนะ พอออกมาจากบริเวณน้ำตก ที่ข้างกน้ามีบริการขี่ช้าง และให้อาหารช้าง ก็ไปถามเขาว่าขี่ช้างถ่ายรูปคิดยังงัย เขาบอก 15 นาที คิด 400 บาท .... เข่าแทบทรุด เลยขอให้อาหารช้างน้อย ด้วยสนนราคาเพียง 20 บาท ก็ได้รูปออกมาสมใจ จากนั้นเราก็เดินทางกันต่อ ไปที่จุดชมวิว “หินตา หินยาย” บริเวณหาดละไม ก็ไปถ่ายรูปกันสักพักนึง ก็ซื้อ Postcard มาฝากเพื่อนๆด้วยล่ะ ... จะรูปอะไรซะอีกล่ะ ก็รูป “หินตา กะ หินยาย” น่ะสิ พอออกจากที่นั่นได้ เราก็ไปกันที่จุดชมวิวต่อไป แต่ระหว่างทางไปเจอ Café แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในจุดที่สวยมากๆ ตอนแรกเลยเข้าใจผิด คิดว่าเป็นจุดชมวิว ก็ลงไปถ่ายรูปกัน อยากจะบอกว่าตรงนี้วิวสวยมาก จากนั้นก็ไปกันที่จุดชมวิว (จริงๆ) เป็นจุดชมวิว “ลาดเกาะ” มาถึงตรงนี้รู้สึกว่าอากาศร้อนมาก ก็มาจากการที่เดี๋ยวขึ้นรถ เดี๋ยวลงรถ เลยเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็นสลับกันไป พอมาตรงนี้มันก็เริ่มทนไม่ไหว เลยไปซื้อไอศกรีมมากิน ก็ยังไม่หายร้อนอยู่ดีแหล่ะน่า พอเสร็จจากการถ่ายรูปที่จุดชมวิวนี้แล้วก็นั่งรถเที่ยวรอบเมืองกัน ก็ไปแถบที่มีโรงแรม รีสอร์ต สปาต่างๆ รวมถึงร้าน Brand Name ดังๆหลายๆร้าน บรรยากาศก็ไม่ค่อยต่างจากหัวหินสักเท่าไรนัก ดังนั้น เพื่อนๆควรมาเที่ยวหัวหิน ดีที่สุด ไม่ไกลมากด้วย แถมมีที่ซุกหัวนอนฟรีๆด้วยนะ มาเที่ยวกันเร๊ว ก่อนที่ summer จะหมดไปแล้วกลายเป็น Rainy ไปซะ ส่วนบรรยากาศของวันที่ 4 ที่ 5 ขออุบไว้ในความทรงจำแล้วกันนะ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว เล่าแล้วกลัวจะไม่รู้เรื่องกัน ยังงัย trip นี้ก็เป็น trip ที่เจ๋ง trip หนึ่งเลยทีเดียว หวังว่า summer หน้าคงจะได้ไปเที่ยวที่อื่นบางนะ ได้ข่าวว่าจะเป็นภูเก็ตน่ะ แต่ยังงัยก็ตาม 25-31 เดือนนี้ โอจะไป มาเลเซียกับสิงคโปร์ ก็รอดูรูปและอ่านบทความกันได้นะ 2006/04/28 Top 10 Favorite Songs Of The Month : April 2006แล้วก็มาถึง 10 อันดับเพลงประจำเดือนเมษายน 2549
สำหรับเดือนนี้ก็มีเรื่องให้คิดอยู่มาก ทั้งคิดถึงวันเก่าๆ และนั่งเศร้ากับวันใหม่ๆ
ไม่ขอพูดอะไรมากละกัน มาดู 10 อันดับเพลงอย่างเป็นทางการดีกว่า
1.รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง – ติ๊ก ชีโร่ : ในที่สุดเพลงนี้ก็ทะยานสู่อันดับที่ 1 โดยง่าย ด้วยเนื้อหาเพลงที่มีคุณค่ามากกว่าตัวคนแต่งและตัวคนร้อง(คนเดียวกัน)ไม่ต้องไปนึกถึงเสียงร้อง แค่เห็นเนื้อเพลงก็สามารถทำให้น้ำตาค่อยๆซึมออกมาทีละน้อยๆ จาก 2 ตาได้ไม่ยากเย็น 2. ยิ่งกว่าเสียใจ - พันช์ : เพลงนี้ที่ทำทีว่าจะเป็นตัวเต็งแห่งเพลงสุดยอดจะ"โดน" แต่ก็พ่ายให้กับความ "โดนกว่า" ของเพลงข้างบน เลยทำให้เสียโอกาสที่จะขึ้นไปยืนถึงอันดับที่ 1 ได้ แต่ยอด listening ของเพลงนี้ก็มากโขอยู่ทีเดียว แต่ด้วยความที่มี single ใหม่ออกมา ทำให้ฟังเพลงนี้น้อยลง เลยทำให้ไปไม่ถึงดวงดาวนั่นเอง
3. We Belong Together - Mariah Carey : กลายเป็น 1 ในเพลงฮิตส่วนตัวตลอดกาลไปแล้ว กับเนื้อหาเพลงที่ไม่รู้ว่าคิดได้ไง ประกอบกับเส้นเสียงของม้าลาย และดนตรีที่บรรเลงออกมาได้ลงตัว ไม่แปลกใจเลยที่เพลงนี้ไปค้างเติ่งอยู่ที่อันดับ 1 Billboard 100 Single Chartได้อยู่หลายสัปดาห์
4. คนที่ไม่เข้าตา - Calories Blah Blah : เพลงอะไรไม่รู้ช่างโดนตัวเราอะไรอย่างนี้ "จะมีใครๆรัก คนหน้าตาอย่างฉัน ที่มันธรรมดา ไม่เข้าตาเหมือนใครๆ จะมีใครบ้างมั้ย ที่จะมองแต่หัวใจ จะมีมั้ยใครเข้าใจรักจริง"
5. พบเพื่อเพียงผ่าน - Zeal : อีกหนึ่งเพลงที่กระตุกต่อมซึมได้เป็นอย่างดี ฟังแล้วมันก็ได้แต่คิดๆๆๆๆ คิดว่า ทำไมกรูต้องรันทดแบบนี้ด้วยเนี่ย เฮ้อ ว่าแล้วก็ร้องเพลงต่อดีฝ่า
6. Bad Day - Daniel Powter : ไม่รู้ว่าคิดยังงัยถึงได้ฟังเพลงนี้อยู่นั่นแหล่ะ ทั้งๆที่เมื่อปีที่แล้วก็ฟังจนแทบจะเบื่อแล้วนะ แต่ยังงัยก็ตาม เพลงนี้มันก็เพิ่งโปรโมทในอเมริกา ก็เป็นอันว่าช่วยพี่มะกันเขาเห่อหน่อยเร้ว
7. Stickwitu – Pussy Cat Dolls : รู้สึกยังงัยมั่ง เวลาที่เรารู้สึกว่าถ้าอยู่ห่างจากคนๆหนึ่งแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้เลย กินไม่เข้า ขี้ไม่ออก เพลงนี้แหล่ะ ที่จะบอกความรู้สึกได้ 8. Fly Like A Bird - MonarC : ก็ยังขอคุกเข่าอ้อนวอนพระเจ้าต่อไป ก็บอกว่าเพลงมันเพราะ เนื้อหาก็ดี อย่างนี้จะยอมให้หลุดชาร์ตไปได้ยังงัย ขอให้พรเป็นจริงด้วยเทอญ 9. Hips Don't Lie - Shakira : ครั้งแรกที่ได้ดู MV ก็ติดใจกับลีลาของแม่ชากีรา ที่นับวันยิ่งดูเหมือนม้าลายเข้าไปทุกที
10. รักไม่ช่วยอะไร – นัท มีเรีย : น่าจะหลุดๆไปได้แล้วล่ะ ฟังเพลงนี้แล้วมันยังงัยไม่รู้ ... ไม่อาวไม่พูด และนี่ก็คือ 10 อันดับเพลงประจำเดือนเมษายน 2549 อย่างเป็นทางการ ส่วนเดือนหน้าจะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องรอกันอีก 1 เดือน แต่รับรองว่าอันดับเพลงจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แน่ๆ แล้วพบกันใหม่กับการประกาศผลอันดับเพลงในเดือนหน้าครับ บ๊าย บาย
*** Coming Soon : Samui & Surath Trip , Article & Photo : This May ! ***
2006/04/20 เคยมั้ยเคยมั้ย ... ที่รักใครจนหมดใจแล้ว แต่เขากลับไม่ได้ใส่ใจเราอย่างที่เราคิด
เคยมั้ย ที่บอกรักเขาไป แล้วเราต้องรอ...รอ.....รอจนแทบจะหมดใจ จนสุดท้ายเขาก็บอกว่าเป็นได้แค่เพื่อน
เคยมั้ย...ที่อยู่กับใครด้วยความรักที่เรามีให้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ยังอยู่ที่เดิม
เคยมั้ย ที่วันนี้เขาบอกด้วยสิเหน่หา ... แล้ววันต่อมาก็บอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น
เคยมัย ... เคยมั้ย ..... เคยรักกันแบบที่รออยู่บ้างมั้ย
2006/04/16 Get Closer to me with 40 Questionsก็เห็นว่ามีเพื่อนๆส่งเมลล์เข้ามากันเยอะเลย ที่ให้ตอบกลับแบบนี้ เลยขอรบกวนให้มาอ่านในนี้ละกัน คือจริงๆจะส่งไปทางเมลล์แต่เห็นว่าส่วนใหญ่ส่งไปตัวโอเองก็จะไม่ได้อ่านด้วย เลยขอเอามาโพสไว้ในนี้เลยละกัน อ่านเสร็จแล้วอย่าลืมเม้นให้ด้วยนะ
คุณจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเพื่อนมากขึ้น 1.หนังสือการ์ตูนเล่มล่าสุดที่อ่าน: โคนันมั้ง
2.รายการวิทยุที่กำลังฟังอยู่หรือเพลงที่กำลังฟังอยู่ตอนนี้ : ถ้าเป็นรายการวิทยุก็ นี่เลย The Shock คลื่น 102 ส่วนเพลงก็ฟังไปเรื่อยๆแหล่ะ ถ้าอยากรู้ 10 อับดับเพลงที่โอฟังมากที่สุดประจำเดือนก็เข้ามาดูได้ทุกๆช่วงปลายเดือน 4.ชอบฟังเพลงแนวไหนมากที่สุด : R&B , Soul , Blues , Swing Jazz แล้วก็แทบทุกประเภท ขึ้นอยู่กับงานเพลงนั้นๆด้วย
7.แล้วข้อเสียล่ะ : เป็นคนที่ทำอะไรแล้วดูเหมือนเสแสร้งไปหมด เลยไม่อยากจะทำอะไรแล้ว ... ทำให้คนที่รักเราจริงก็พอ 11.คำพูดติดปาก : O My God ถึงได้เป็นที่มาของชื่อ e-mail ไง
15. ถ้าคุณว่างมากมากคุณจะโทรไปหาใครเป็นคนแรก : คงไม่โทรอ่ะ เพราะถ้าว่างมากเจงๆก็จะนั่งร้องเพลงอยู่คนเดียวอ่ะ 19.อยากทำอะไรให้พ่อแม่ดีใจ : เป็นคนดี เชื่อฟังพ่อแม่ ตั้งใจเรียน 20.เพื่อนเราแอบชอบแฟนเราจะทำยังไง : ขอผ่าน
23.ถ้าขอพรได้ 1 ข้อจะขออะไร : ขอให้โลกสงบสุข 24.ฝากอะไรถึงคนที่คุณจะมาอ่าน : คิดถึงทุกคนเลยนะ ขอบคุณที่อ่าน
26.สิ่งที่อยากพูดมากที่สุด : ......ไม่มี ... เหงามั้ง ร้อนด้วย เซ็งๆๆๆ
27.คุณเคยเข้าเวปต้องห้ามหรือเปล่า : อ่านะ…. นี่ถือว่าตอบไปรึยังเนี่ย 28.คุณหวังว่าจะได้รับเมลจากใครเป็นพิเศษรึเปล่า : ไม่หวัง เพราะไม่ได้ส่งต่อใครเลย มีแต่ชวนให้เข้ามาอ่าน แต่ถ้าจะส่งมาก็ยินดีนะ ก๊อบแบบที่ว่านี้ลงไปในเมลล์แล้วแก้ไขซะ ส่งมา พร้อมอ่านเสมอ 29.ถ้าได้หละ : ก็ดีใจสินะ 30.คุณกำลังเรียนอะไร : เรียนหนังสือ 31.อยากทำงานที่เดียวกะพ่อแม่เปล่า : ไม่ 33.ตอนนี้อยากทำอะไร : อยากออกคอนเสิร์ต 35.อยากได้เเฟนเเบบไหน : แบบที่รักเราเหมือนที่เรารัก
36.แล้วถ้าไม่ได้ : ก็ไม่เป็นไร ขอแค่รักเราที่สุดก็พอแล้ว
37.ตอนนี้อยากเจอใครที่สุด : เจออยู่ทุกวัน 36.ถ้าเจอจะคุยว่าไร : ก็เพราะคุยกันนี่แหล่ะ ถึงได้บอกว่าเจอไง 38.ถ้าพรุ่งนี้เราต้องจากโลกนี้ไปจะทำอะไรเป็นสิ่งสุดท้าย : ทำอย่างที่ทำมาทุกๆวัน เพราะทุกวันเราทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว 2006/04/09 Guestbookสวัสดีครับ ขอต้อนรับสู่ Guestbook ยินดีต้อนรับทั้งแขกเก่าและแขกใหม่ครับ ใครที่ยังไม่ได้เขียนข้อความมาเยี่ยมเชิญเขียนได้เลยนะครับ ว่างๆก็กลับมาอีกนะ เพราะว่าโอจะ update ไปเรื่อยๆครับ ขอบคุณที่มาเขียนข้อความใน Guestbook นะครับ Thank you! 2006/04/07 Hua Hin In Summer , Trip For Tough : March 29- 31Hua Hin In Summer , Trip For Tough : March 29- 31
29 มีนาคม 2549 วันนี้กว่าจะได้นอนก็ตี 5 เข้าไปแล้ว เลยนอนกลางวันนานมากหน่อย ขณะที่นอนอยู่บนเตียงอันอบอุ่นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กริ๊งงงงงงงงงง กริ๊งงงงงงงงง กริ๊งงงงงงงงง “เออ รู้แล้วว่าต้องไปรับสาย” แล้วก็ถ่อสังขารไปรับโทรศัพท์ พอรับปุ๊บ เป็นเสียงพี่นุช บอกให้โทรกลับ ก็โทรกลับไป (พอดีเบลอ...แทนที่จะโทรเข้าเบอร์พี่นุช ดันไปโทรเข้าเครื่องเพื่อนพี่นุชที่โทรเข้ามาซะงั้น) พี่นุชบอกว่าจะมาวันนี้เลย สงสัยคงยากจะเจอหน้าโอเร็วๆ......เอ่อ ไม่หรอก จริงๆแล้วเขาจะกลับเร็วขึ้น เพราะพี่นุชต้องเอาหมอไปหาหมา เลยต้องกลับวันศุกร์ เฮ้อ ซะงั้น วันนี้ทั้งวันก็เลยต้องนั่งรออยู่หน้าบ้าน .... อ้อ ไม่หรอก ก็เล่นเน็ทรอไปเรื่อยๆแหล่ะ ก็โทรถามตอน 5 โมงเย็นที่พวกนั้นขึ้นรถไฟกันแล้ว ก็เลยออกไปเล่นเน็ทรอที่ร้านแถวโต้รุ่ง พอพวกนั้นมาถึงก็โทรเข้าเครื่องโอ แล้วบอกว่ามาถึงสถานีแล้ว ให้มารับด้วย ก็เลยออกจากร้านเน็ทแล้วรีบบึ่งไปสถานีรถไฟ แต่พอไปถึง แทนที่จะได้ เจอกับพวกนั้น กลับกลายเป็นว่าต้องเดินกลับมาที่บ้าน เพราะ 3 คนนี้เขาวางแผนจะแกล้งโอ แบบว่า โทรมาให้ออกไปรับที่สถานี แต่พอโอลงมาก็จะ surprise ที่เห็นทั้ง 3 คนมารออยู่หน้าบ้านแล้ว ....... ที่ไหนได้ โอไม่อยู่บ้านซะนี่ 3 คนนั้นก็เลยต้องยืนรอกันไปตามระเบียบ 555+ พอเข้าบ้านไปกันได้ก็เตรียมจะออกไปหาอะไรกินกันซักหน่อย พอดีแม่มา เลยได้ตังค์ด้วย อิๆๆๆๆๆๆ อิ่มจัง(ตังค์อยู่ครบ) ก็เดินมาได้จนถึงโต้รุ่งแล้วล่ะ ก็มากดเงินกัน ปรากฏว่าผึ้งดันลืมโทรศัทพ์มือถือซะงั้น ก็เลยต้องกลับไปเอา .... พอไปเอาโทรศัทพ์มาเสร็จก็เดินเที่ยวโต้รุ้ง หาของกินไปเรื่อยๆ ก็มาหยุดกันที่ร้านทำสร้อยคอหลอดแก้วใส่ข้าวสารเขียนข้อความตามใจชอบ ราคาก็ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของแก้ว รวมถึงจำนวนเมล็ดข้าว ทั้ง 3 คนก็ยืนเลือกกันอยู่พอสมควร ก็ได้กันไปคนละ 1 อัน ก็จ่ายกันไปคนละ 90 บาท แล้วก็เดินไปต่อเรื่อยๆ ไปหยุดที่ร้านอาหารญี่ปุ่น (ร้านเดิม เพราะมีอยู่ร้านเดียว) ยูเริ่มสั่งทาโกะยากิ 1 กล่อง โอเลย เอามั่ง อีก 1 กล่อง ก็พอกินได้นะ แล้วก็เดินกันไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆจริงๆ ก็เดินไปจนถึงชายทะเล ระหว่างเดินก็ดูกันไปว่าจะมากินร้านไหนกันดี ทั้ง ชาวเล มหาราชา ฯลฯ และแล้วเราก็มาถึงที่ชายทะเล ก็อยู่ตรงหน้า Hilton นั่นแหล่ะ ก็เดินเล่นกันซักพัก ก็มีการก่อประตอมากรรมอันสวยงามในหัวข้องานศิลป์ว่า “นม” จริงๆคับ อันนี้เราไม่ได้มีการจำลองหุ่นมาจากนมใครทั้งนั้นคับ แต่มีหุ่นเป็นมือของพี่นุช ที่มาประกอบอยู่ในงานศิลป์ชิ้นนี้ เมื่องานออกมาเสร็จสมบูรณ์มันก็ได้ชื่อว่าเป็น “นม” ที่สูงที่สุดในโลก ก็จำไม่ได้นะว่าไปพูดอะไรเอาไว้ ทำให้โอต้องโดนทั้งพี่นุช และผึ้ง ต้องมาวิ่งไล่จับโอกันยกใหญ่ สงสัยคงไม่พ้นเรื่อง “นม” อีกแน่เลย ก็วิ่งสิครับ เพราะในมือมีกล้องอยู่ ถ้าโดนถล่มก็เละสิครับเจ้านายยยย พอวิ่งจนเหนื่อยเสร็จ แหะๆ ขอโทษ ไม่มีใครตามทันนักกีฬาทีมชาติ(หน้า)อย่างโอได้ ก็เลยมานั่งพักเหนื่อยด้วยการสร้างจิตรกรรมบนผืนทราย ก็มีคนหนึ่งนั่งเขียนคำเลี่ยนๆประเภท “Nuch ♥ Bond” อะไรทำนองเนี๊ย เห็นเขียนจั๊ง ..... เกือบอ๊วก 555+ ก็พอเริ่มง่วงๆ เบื่อๆ กันแล้วก็เดินกลับบ้าน ก่อนจะเข้าบ้านก็ไปแวะ 7-11 ที่โต้รุ่ง หาซื้อมาม่าไปทำกินกัน ก็ได้มาม่ารสต้มยำกุ้งมาหลายห่ออยู่ โอก็ซื้อหมี่โกเร็งไปตุนเพื่อหิววันอื่นอีก แต่มามีเรื่องให้ตัดสินกันว่า จะเอาโบโลน่าหมู หรือว่า ไข่ไก่ ดี ตอนนั้นก็นึกอยู่ว่าไข่ไก่ในตู้เย็นมันหมดไปรึยัง เพราว้นก่อนที่ทำก็เหลืออยู่ฟองเดียว สุดท้ายก็มาลงเอยที่ โบโลน่าหมูแสนอร่อย แล้วก็จ่ายเงินเดินกลับบ้านกันอย่างมีความสุข พอกลับมาถึงก็เริ่มเต้นรำทำครัวกันเลย เริ่มจากต้มน้ำ พี่นุชก็จัดแจงเอาเส้นใส่หม้อต้ม แล้วก็ไปนั่งรอ ส่วนยูเป็นคนผัด ส่วนโอและผึ้งนั้นก็คอยยืนดู(ว่ามันจะออกมาเป็นยังงัย) ก็ช่วยกันผัด ช่วยกันคนจนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ................. ก็มานั่งล้อมวงกินกัน พอนั่งกินกันได้สักพักก็มีแขกมาหา .... ไม่ใช่ใครที่ไหน พี่จอยนี่เอง พี่จอยลงมารอก๋วยเตี๋ยวที่พี่เอกกำลังจะมาส่ง แต่ด้วยความหอมหวนชวนกินของมาม่า หม่าม๊า รสต้มยำกุ้งที่เราทำกัน ทำให้พี่จอยอดใจไม่ไหว มาขอร่วมแจมนั่งในวงเราด้วย ก็นั่งกินกันจนหมดนั่นแหล่ะ พอกินเสร็จก็ถึงเวลาล้างจาน สำหรับหน้าที่แม่บ้านแบบนี้ เป็นของใครไปไม่ได้นอกจากพี่นุชของเรา ที่ล้างจานได้ professional มากๆ ขอบอกว่าจานชามสะอาดสดใสด้วยไลปอน เอฟ (แนะนำว่านิสิตไม่ควรใช้ยี่ห้อนี้ในหอ เพราะมันเป็นลางไม่ดีต่อเกรด) ควรเปลี่ยนเป็น ไลปอน เอ แทน ถ้าทำได้ ...... วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ก็ขอนอนกันหน่อย แต่กว่าโอจะนอนได้ก็ปาเข้าไปซะเกือบ ตี 3 แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ขอนอนหน่อยก็แล้วกัน คร๊อก ฟี๊.......................................
30 มีนาคม 2549 พอถึงเวลา 05.00 น. พี่นุชก็ปลุกทุกคนให้ตื่นจากภวังค์ แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถทนการปลุกของพี่นุชไปได้ ด้วยแรงบิด 16 รอบต่อวินาที เอ่อ บิดคอน่ะ อย่าคิดมากน่า แล้วก็ฝ่ามืออหังการ์ที่ไม่มีใครจะทนทานได้ เหอๆๆๆ ในที่สุดโอก็มาอยู่ในสภาพที่พร้อมจะออกเดินทางกันอีกครั้งแล้ว ก็เดินไปที่ชายทะเลตรงฝั่ง Sofitel ไปถึงพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แต่ก็ลุ้นกันว่าจะขึ้นรึเปล่า เพราะวันนี้เมฆมีอยู่มากทีเดียว บรรยากาศตรงที่เราไปชมพระอาทิตย์ขึ้นนั้นก็มีคนอยู่ประปราย มีคนมาเล่นกีตาร์ร้องเพลงให้ฟังด้วย นับว่าเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความสวยงามของธรรมชาติแบบที่เป็นธรรมชาติของมันเองนั้นงดงามเพียงใด ไม่มีคำใดที่จะมาพรรณนาได้เลย อย่างที่บอกไปว่าวันนี้ท้องฟ้ามีเมฆอยู่มากทีเดียว ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์ไม่ค่อยเต็มตาสักเท่าไหร่ แต่เราก็ได้มาดูแล้ว นี่ขนาดว่ามองเห็นไม่เต็มดวงนะ ยังสวยได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเห็นแบบเต็มๆดวงนี้จะสวยขนาดไหนนะเนี่ย แต่แค่นี้ก็สวยเกินคาดแล้วแหล่ะ แสงแดดที่กระทบน้ำทะเลเป็นสีทอง สาดแสงส่องมาตามระลอกคลื่น เหมือนเกล็ดทองคำที่ลอยล่องอยู่บนสายน้ำ แสงอาทิตย์ที่ส่องสาดลาดยาวมาถึงชายหาด ทำให้เม็ดทรายขาวละเอียดที่ถูกทอแสงทองมาทับ กลายเป็นเหมือนเม็ดทองที่เกลื่อนชายหาด เหมือนยืนอยู่บนหาดทองคำอย่างไงอย่างนั้น ใครจะเชื่อล่ะว่าตั้งแต่ตอน ป.4 ก็ไม่ได้มานั่งดูดวงอาทิตย์ขึ้นแบบนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเกือบ 10 ปีแล้ว ที่เราไม่ได้มานั่งดูดวงอาทิตย์ขึ้นแบบนี้ น่าเสียดายจัง ทั้งๆที่เป็นลูกน้ำเค็ม เกิดใกล้น้ำทะเล อยู่ในเมืองริมทะเล แต่กลับไม่สนใจความสวยงามที่อยู่แค่ปลายสายตา ก็ถ่ายทั้งรูปและวิดีโอ อยากจะบอกว่าแสงแดดแบบนี้ทำให้รูปออกมาดูดีมาก หมายถึงคนน่ะ เพราะโอดูดีทุกรูป อิอิ ชอบๆๆๆ เดี๋ยววันหลังมาถ่ายใหม่เน้อ พอสมสาแก่ใจกันแล้วก็เริ่มหิว เลยเดินไปหาอะไรกิน ตอนแรกก็ว่าจะไปกินไข่ลวกที่ร้านแถวๆสี่แยกเจ๊กเปี๊ย แต่ดันเห็น Burger King แล้วก็อดใจไม่ได้ ก็ไปนั่งรอร้านเปิดอยู่ข้างหน้าร้านนั่นแหล่ะ ดูเหมือนว่าพี่นุชจะไม่ไหวแล้ว ก็เลยหลับซะงั้น พอถึงเวลา 7 โมงเช้าอันเป็นฤกษ์งามยามดีในการเปิดร้าน เราก็เข้ากันไปถล่มร้านกัน ดีใจ วันนี้ได้เข้าร้านเป็นคนแรกของวัน (มันน่าภูมิใจตรงไหนเนี่ย) ก็สั่งชุดอาหารเช้ามา เป็นครัวซองวิชไก่ กับฮัชบราวน์ แล้วก็ Hot Chocolate อีกหนึ่งแก้ว ระหว่างที่รอ พี่นุชก็หลับต่อ โดยมีผึ้งนอนเป็นเพื่อน พออาหารมาก็กินกัน และแน่นอน ต้องปลุกพี่นุชขึ้นมากิน.... พอกินเสร็จก็เดินกลับบ้านมานอนพักกัน พอถึงเตียงพี่นุชก็ของโซโล่ นอนโชว์เลย ตามด้วยยู และ ผึ้ง ส่วนโอนั่นขอบ้าอีกแป๊บนึง .... เลยได้คลิปวิดีโอไอ้ยูกรนมา 1 clip แล้วจากนั้นก็ขอหลับล่ะ........................... พอถึงเวลาออกหาอาหารก็ตื่นกันมาเพื่อเตรียมตัวไป Hua Hin Market Village ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเมืองหัวหินและถิ่นใกล้เคียง ก็ไปกันอย่าง Hi-So นั่นคือไปโดยลีมูซีนสุดหรูสีเขียวแปร๋น เอ่อ...มันคือ “รถสองแถว” นั่นเอง สำหรับค่าโดยสารก็เพียงคนละ 10 บาทเท่าเดิม พอถึงห้างก็เดินดูร้านดูของไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ชั้น 1 ถึง ชั้น 3 พอเดินจนทั่วแล้วก็หาที่กินอาหารกัน ตอนแรกก็ว่าจะไปกินที่ Fuji กัน แต่ทำไปทำมากลับเปลี่ยนใจกัน ไปกินฮะจิบัง ราเมนแทน ก็ ok กินได้หมดแหล่ะ หิวๆแบบนี้ โอก็สั่งอะไรไปไม่รู้ จำไม่ได้ เป็นก๋วยเตี๋ยวแห้งหมูสับ นั่นแหล่ะ แล้วก็สั่ง ทาโกยากิมาเป็นออเดิร์ฟ พอกินเสร็จก็จ่ายเงิน ตอนแรกพี่นุชบอกจะจ่ายให้ก่อน (ดูเหมือนจะเลี้ยง) ด้วยบัตรเครดิตที่พกมาด้วย แต่อนิจจา ที่ร้านไม่รับบัตรเครดิต อิอิ เลยหน้าแตกไปเลยพี่นุชเรา พอเย็บหน้ากันเป็นที่เรียบร้อยก็ออกจากร้านลงมาที่ชั้น 2 มาซื้อไอศกรีมอิแทเลี่ยนกินกัน ใครจะกินก็ช่าง แต่โอขอไปกิน Blizzard ดีกว่า รสเดิม แต่ชอบอ่ะ คราวนี้เลยสั่งถ้วยใหญ่สุดเลย แบบว่าเอาให้หายอยากไปเลย (เอ่อ จริงๆเมื่อ 2 วันก่อนก็เพิ่งมาซื้อกินนะเนี่ย) ก็กินอย่างอริ่ยเลย แบบว่าชอบอัลมอนด์อะ ตอนแรกว่าจะรอรถลีมูซีนไปลงตรงทางไปชายหาดที่ Sofitel แต่คิดไปๆมาๆ ลองหาชายหาดที่แปลกๆเล่นดูบ้าง ก็เลยเลือกฝั่งตรงข้ามห้างนี่แหล่ะ ลองไปดู เพราะไม่เคยมาเหมือนกัน ก็เดินเข้าไปในซอย ประมาณสัก 200-300 เมตร ท่ามกลางอากาศร้อนๆ มันก็ทำให้ดูเหมือนเดินมาไกลเป็นกิโลๆได้เหมือนกัน พอลงไปถึงทะเล ต้องบอกได้คำเดียวว่า“สวย”มาก ชายหาดบริเวณนี้มีดีที่ไม่ค่อยมีคน เลยทำให้ดูไม่อึดอัดสักเท่าไหร่ คนที่อยู่แถวๆนี้จะเป็นชาวต่างชาติซะเป็นส่วนใหญ่ ก็ปล่อยให้พี่นุช ผึ่งและยูไปเล่นทะเลกันให้สมอยาก ส่วนเรานั้นเล่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ล่ะ เลยขอบาย ก็ปล่อยให้เขาเล่นกันไปสักพัก ส่วนเราก็นั่งดูวิวไปเรื่อยๆ พอพวกนั้นขึ้นมาเราก็มาถ่ายรูปกัน พอจะถ่ายรูป 3 คน ก็มีฝรั่งเดินมาบอกว่า “It should be 4 in this photo, well I’mma do it for you.” ฝรั่งคนนี้ใจดีมาก มาถ่ายรูปให้ เลยมีรูปครบ 4 คนอยู่ตั้ง 1 รูปแหน่ะ อิอิ พอถ่ายรูปไปสักพักก็มีสุนัขตัวหนึ่ง น่ารักมากกกกกกกกกส์ เป็นสุนัขพันธ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ สวยมากๆ แล้วก็ฉลาดมากๆ ก็ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอกับหมาสักพักก็พาพวกมาอีกหลายตัวเลย มาวิ่งเล่นกันให้เต็มชายหาดเลย สนุกดี หมากะตน คนกะหมา เล่นไปเล่นมา ไม่รู้ใครหมา ไม่รู้ใครคน พอเล่นกัน ถ่ายรูปกัน สร้างงานจิตรกรรมกันเป็นที่เรียบร้อย ก็เห็นท้องฟ้าครึ้มๆ ก็รีบเดินกันกลับบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าระยะทางแม้จะไม่ไกลนัก แต่เดินบนหาดเนี่ยมันก็เมื่อยพอควรทีเดียว เดินไปสักพัก มีเสียงฟ้าร้อง เดินไปอีกหน่อยก็เห็นแสงฟ้าผ่า ก็รีบกันจ้ำอ้าวๆ ไปให้ถึงฝั่ง พอมาถึงฝั่งแล้วท้องฟ้าก็มืดครึ้ม แน่นอนว่าฝนจะตกในไม่ช้า ผึ้งเลยออกความคิดเห็นที่จะนั่งรถสามล้อกลับบ้าน ก็เลยตกลงเป่ายิ้งฉุบกันว่าใครจะขึ้นกับใคร เอ่อ ขึ้นรถสามล้อน่ะ สรุปโอก็นั่งกับพี่นุช ส่วนยูนั่งกับผึ้ง ก็นั่งกันมาเรื่อยๆจนมาถึงสี่แยก คนขับทั้ง 2 คันก็คุยอะไรกันไม่รู้ เราก็มัวแต่ถ่ายรูปกันอยู่ พอไฟเขียวปุ๊บ สาล้อคันที่โอนั่งก็ออกไป ก็ไปเกือบจะถึงครึ่งทางที่จะเลี้ยวแยกเข้าบ้านแล้ว คันที่ยูนั่งนั้นยังไปไม่ถึงไหนเลย พอมาถึงที่จอดก็รอคันนั้นสักครึ่งชั่วโมงได้ อ่อ ม่ายช่าย ประมาณครึ่งนาที ก็จ่ายเงินกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบวิ่งกันเข้าบ้าน เพระว่าฝนตกมาปรอยๆแล้ว พอเข้าบ้านได้ ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่เลย ถือเป็นโชคดีของเราที่นั่งสามล้อมา ทำให้ไม่เปียกกัน ไม่งั้นกล้องเอย โทรศัพท์มือถือเอยเละแน่ ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของไอเดียมา ณ ที่นี้ด้วย พอขึ้นบ้านมาก็อาบน้ำชำระร่างกายและจิตใจอันบอบช้ำจากคลื่นน้ำที่พัดพาร่างให้ไปไหนต่อไหน พอแต่งตัวเสร็จก็โรยตัวลงนอนบนเตียงอันอ่อนบางแต่หนานุ่ม (เอ๊ะ ยังงัย ชักงง) รอคอยเวลาที่จะออกไปหากินยามค่ำแล คืนนี้พ่อพาไปเลี้ยงที่ร้านอาหารริมทะเล ชื่อร้านเกศริน ก็ไปกินกัน อาหารก็อร่อยดีนะ อืม แค่นี้แหล่ะ เวลากินก็ไม่ได้นึกอะไร……………..
หลังจากกนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว เป็นอันว่าจบ Trip นี้ไปแบบนี้แล้วกัน สนุกมาก แล้ว trip หน้าเจอกันใหม่ บ๊าย บาย
โอฬาริก ขุนสิทธิ์ 7 เมษายน 2549 : 0.38 น. 2006/04/03 ผลสอบออกมาแล้ว ......งึมมมมมมมมมม สุดท้ายก็ออกมาแล้ว เกรดที่แสนจะน่าเก็บไว้ดูอยู่คนเดียว อันนี้แบบว่า ด้วยความมั่นใจส่วนตัว เลยขอเอามาประจานให้ทราบโดยทั่วกัน
อันนี้เอามาจากเวบของมหา'ลัยเลย
อยากจะบอกว่ารายวิชาที่ภูมิใจมากที่สุดก็คือ Principles & Art of Reading (หลักศิลปะการอ่าน) ที่สู้อุตส่าห์ลงทะเบียนด้วยความมั่นใจว่าต้องได้ A เห็นๆ แล้วผลก็ออกมาเป็นอย่างที่วาดหวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบปฏิบัติก็นำลิ่ว คะแนนเก็บช่วงก่อนปลายภาคก็นำโด่ง คะแนนหลังสอบปลายภาครวมแล้วก็สูงที่สุด รวมทั้งคะแนนเก็บก่อนสอบปลายภาคก็เป็น ที่ 1 ผลก็เลยออกมาเป็นแบบนี้แหล่ะ ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ได้ใอกาสโอได้ฝึกประสบการณ์การอ่าน ไม่ว่าจะเป็นงานบนเวที , รายการเสียงตามสาย , รายการวิทยุของ สวท. เพชรบุรี รวมไปถึงงานเล็กงานน้อยต่างๆที่ได้ทำมา มันสั่งสมประสบการณ์ที่ดีมาตลอด ขอบคุณครู อาจารย์ทุกท่านที่คอยให้คำแนะนำมาตลอด .....
เป็นไงล่ะกับผลงานที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก แต่ก็ทำเต็มที่แล้วล่ะ ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องผลการเรียนก็ไม่ต้องท้อใจนะ ขอให้เดินหน้าต่อไป สู้ไปเรื่อยๆ อย่าไปเสียใจกับสิ่งที่เรายังไม่ได้สู้ หรือสูอย่างไม่เต็มความสามารถ ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรเราก็จะไม่เสียใจกับมัน (คงแค่เสียดายอ่ะ) So Keep On Fighting !!!!!
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|